
Table of contents
- ทำไมต้องใส่เสื้อกันฝน ในเมื่อเวลาวิ่งก็เปียกอยู่แล้ว
- กางร่มกันฝนได้ แต่กันลมเย็นไม่ได้
- เราใส่เสื้อกันฝนแบบพลาสติกได้ไหม
- เสื้อกันฝนใช้เพื่ออะไร
- เสื้อกันฝน “พอจะ” กันหนาวได้
- เสื้อกันฝนไม่ใช่เสื้อกันหนาว
- เสื้อกันฝนกันฝนได้อย่างไร
- ตัวเลขสเปคกันน้ำของเสื้อกันฝน
- ทำไม UTMB ถึงเพิ่มสเปคเสื้อกันฝนเป็น 20,000 Schmerber
- การทำความสะอาด
- การเก็บรักษา
- สรุป
การเลือกซื้อเสื้อกันฝน เป็นเรื่องที่ไม่ได้ง่าย เพราะค่าใช้จ่ายในการซื้อเสื้อ 1 ตัว นั้นสูงมากมีหลากหลายสเปคและหลากหลายราคา ตั้งแต่พันต้นๆ ไปจนถึงหลักหมื่น
มาดูกันครับว่าสเปคแต่ละอย่างที่จำเป็นและต้องใส่ใจในการเลือกมีอะไรบ้าง และเราจะเลือกเสื้อกันฝนที่เหมาะกับเราอย่างไร
ทำไมต้องใส่เสื้อกันฝน ในเมื่อเวลาวิ่งก็เปียกอยู่แล้ว
เนื่องจากร่างกายจะสูญเสียความร้อนไปกับน้ำฝนที่มีอุณหภูมิต่ำ ถ้าปล่อยให้ฝนกระทบตัวเราตรงๆ
ความเย็นจากน้ำฝนจะดึงความร้อนของร่างกายเราออกไป
ทำให้เรารู้สึกหนาว และจะเป็นอันตรายมากเมื่อ อุณหภูมิร่างกายตกจนเกิดอาการสั่น
และมีอาการ Hypothermia หรือภาวะอุณหภูมิกายต่ำ
ร่างกายจะช๊อก และอวัยวะภายในจะเริ่มหยุดทำงาน
ซึ่งเป็นอันตรายมาก
จึงไม่ควรให้ร่างกายกระทบกับอาหาศหรือน้ำฝนที่มีความเย็นโดยตรง
ซึ่งทำได้โดยใส่เสื้อกันฝน หรือ กางร่ม
เผื่อใครสนใจ อาการ Hypothermia สามารถอ่านเพิ่มเติมที่ลิงค์นี้ครับ
https://en.wikipedia.org/wiki/Hypothermia
กางร่มกันฝนได้ แต่กันลมเย็นไม่ได้

การกางร่มเป็นอีกวิธีที่ป้องกันให้ร่างกายเราไม่กระทบกับ น้ำฝน ที่มีอุณหภูมิต่ำโดยตรง
แต่ไม่สามารถกันความเย็นที่มากับอากาศรอบตัวเราได้
ความเย็นจากอากาศมาจากการที่น้ำฝนดึงเอาความร้อยรอบๆตัวมันออกไป
ทำให้อากาศ และลมที่มาสัมผัสตัวเรามาความเย็น
ซึ่งก็ยังเป็นสาเหตุของการเกิดอุณหภูมิกายต่ำได้เช่นเดียวกัน
อีกทั้งทิศทางของฝนมาในหลากหลายทิศทาง การกางร่มก็ไม่สามารถปกป้องเราจากฝนได้ในทุกทิศทาง
การเคลื่อนที่ของเราก็จำกัดเพราะมือต้องถือร่ม และขนาดของร่มที่ใหญ่เพื่อปกป้องเรา ก็ทำให้การเคลื่อนที่ยิ่งเป็นไปได้ยาก
เราใส่เสื้อกันฝนแบบพลาสติกได้ไหม
เสื้อกันฝนแบบพลาสติก ส่วนใหญ่ผลิตจากวัสดุกลุ่ม PU
รีดออกมาเป็นแผ่นฟิลม์บางๆ แล้วมาเย็บหรือรีดประกบด้วยความร้อนให้ตะเข็บแต่ละส่วนติดกัน
ข้อจำกัดของเสื้อกันฝนแบบนี้คือ ไม่ระบายอากาศ และ บางมาก

การไม่ระบายอากาศเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าเราสวมเสื้อกันฝนแบบนี้ แล้ววิ่งไปด้วย
ความร้อนจากร่างกายอาจจะสูงเกินไปจะเราทนไม่ไหว
เพราะไอร้อนจากร่างกายๆม่สามารถทะลุอนุภาคของพลาสติกออกไปได้
ทำให้ความร้อนสะสมอยู่ใต้เสื้อกันฝน
เราอาจร้อนตาย แทนที่จะหนาวตาย
เสื้อกันฝนใช้เพื่ออะไร
เสื้อกันฝนถูกออกแบบและผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา 3 ข้อหลักๆ คือ
- ร่างกายสัมผัสกับน้ำฝนที่เย็น
- ร่างกายสัมผัสกับอากาศที่เย็น
- ระบายความร้อนออกได้

La Sportiva จัดให้เสื้อกันฝนเป็นเสื้อชั้นนอกสุด ที่เรียกว่า L5 หรือ เสื้อประเภท Hardshell เป็นชั้นที่ปกป้องเราจากสภาพอากาศที่เลวร้าย
เอาใว้ใส่เป็นเสื้อชั้นนอกสุด โดยมีชั้นที่ให้ความอบอุ่น (Insulate) และ ชั้นสวมใส่ปกติ (Base) เป็นเสื้อผ้าชั้นด้านใน

เสื้อกันฝน “พอจะ” กันหนาวได้
ด้วยความร้อนของร่างกายที่เกิดจากการวิ่งหรือการเคลื่อนที่
ที่อบอยู่ด้านในเสื้อ อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกร้อนและคิดว่าเสื้อกันฝน จะกันหนาวได้
แต่ถ้าหากเราหยุดเคลื่อนที่ หรือความร้อนไม่มากพอ เราก็จะมีโอกาสหนาวได้อยู่ดี
เสื้อกันฝนไม่ใช่เสื้อกันหนาว
หากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องจนทำให้น้ำฝนเย็น และอากาศรอบตัวเย็น
การสวมเสื้อกันฝนจะกันได้แค่ไม่ให้น้ำฝนที่เย็นหรือลมที่เย็นมากระทบตัวเรา
แต่ความเย็นจากฝนยังจะถ่ายเทผ่านเสื้อเข้ามาที่ตัวเราได้อยู่ดี
ดังนั้นถ้าต้องการกันความเย็นที่แผ่เข้ามาด้วย เราต้องใส่เสื้อด้านในเพิ่ม
เช่น ฝนที่เย็น -> เสื้อกันฝน (L5) -> เสื้อFleet กันความเย็น (L3) ->เสื้อวิ่งชั้นในสุด (L1)
ถ้าใส่ตามนี้ก็จะกันทั้งฝนได้ และกันความหนาวได้ด้วย
ชั้นเส้นใยของเสื้อกันฝน
ตัวเสื้อกันฝนเอาจะถูกผลิตขึ้นมาจาก membrane film เช่น ePTFE หรือ PU membrane ซึ่งทนทานและมีน้ำหนักเบา โดยเส้นใยจะถูกแยกเป็นชั้นๆ เพื่อทำหน้าที่แตกต่างกัน
โดยเส้นใยแต่ละชั้นจะถูกทอเป็นโครงเสื้อ แล้วนำมาประกอบกันเป็นตัวเสื้อที่สมบูรณ์
มีหลายแบบตั้งแต่ 2ชั้น, 2.5ชั้น และ 3 ชั้น แล้วแต่ความสามารถในการกันน้ำ
แบบที่นิยมมากที่สุดสำหรับการทำกิจกรรมในป่าและบนภูเขาคือ แบบ 2.5 ชั้น ซึ่งประกอบไปด้วย

- ชั้นที่ 1 นับจากนอกสุด(Face Fabric Layer) มักถูกเคลือบด้วยสารกันน้ำ เพื่อให้น้ำไม่เกาะเสื้อ ผ้าชั้นนี้จะยังยอมให้ฝนซึมผ่านเข้ามาได้บ้าง หากสารเคลือบเริ่มหลุดออกไป หรืออยู่ตากฝนที่ตกหนักมากๆเป็นเวลานาน
- ชั้นที่ 2 เป็นชั้นถัดเข้ามาด้านในเสื้อ(Membrane Layer) เป็นชั้นที่ทำหน้าที่กันน้ำ มีลักษณะเป็นmembrane หรือฟิล์มที่มีรูพรุนระดับนาโนจนกระทั่งโมเลกุลน้ำผ่านเข้าไปไม่ได้ เสื้อกันฝนจะกันน้ำหรือไม่ ก็จะพิจารณาที่ฟิลม์ชั้นนี้
- ชั้นที่ 3 เป็นชั้นด้านในสุด(Backer Layer) หรือชั้นที่ติดกับตัวของผู้สวมใส่ ชั้นนี้มักถูกเรียกว่า “Half Layer” เป็นผ้าทอชั้นบางสุดของเสื้อ ชั้นนี้จะเป็นเส้นใยที่ทอเพื่อป้องกันการเสียดสีระหว่างเสื้อกันฝนกับเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ เพื่อไม่ให้เสียดสีไปถึงชั้นที่ 2 ที่เป็นชั้นกันน้ำ
เสื้อกันฝนกันฝนได้อย่างไร
เสื้อกันฝนจะยอมให้น้ำซึมเข้าได้ในเส้นใยชั้นที่ 1 แต่จะไม่สามารถผ่านทะลุชั้นที่ 2 ได้
เพราะโมเลกุลของน้ำฝน ใหญ่กว่าช่องว่างของmembrane หรือฟิล์มที่มีรูพรุนระดับนาโน ทำให้โมเลกุลน้ำไม่สามารถซึมผ่านทะลุเสื้อกันฝนเข้าไปได้
แต่ช่องว่างของฟิลม์ชั้นที่ 2 ก็ยังกว้างกว่าโมเลกุลของอากาศ ทำให้เมื่อเรารู้สึกร้อน หรือเหงื่อออก
ไอร้อนสามารถระเหยผ่านออกทางช่องว่างของเส้นใยได้

ตัวเลขสเปคกันน้ำของเสื้อกันฝน
เสื้อกันฝนตามสเปคของ UTMB ถูกเพิ่มจาก 10,000 เป็น 20,000 mm หรือ Schmerber (อ่านว่า ชัม-เมอ-เบอ)
โดยตัวเลขนี้มีความหมายว่า
ถ้าใช้ท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 1″ วางประกบกับผ้าที่จะทดสอบ
ค่อยๆเติมน้ำลงไปในท่อเรื่อยๆ ได้น้ำสูงถึง 20,000 mm (หรือ 20 เมตร)
น้ำถึงจะเริ่มซึมทะลุผ้าที่ทดสอบออกมา
แสดงว่าผ้านั้น กันน้ำได้ 20,000 mm หรือ 20,000 Schmerber

ทำไม UTMB ถึงเพิ่มสเปคเสื้อกันฝนเป็น 20,000 Schmerber
หัวข้อนี้ไม่ได้มีการอธิบายจาก UTMB อย่างชัดเจน
แต่ค่าของ Schmerber ที่มากขึ้น แสดงถึงความสามารถในการกันฝนของเสื้อที่มากขึ้น
สาเหตุน่าจะมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนขึ้นทุกปีบนภูเขาที่นักวิ่งจะต้องวิ่งผ่าน
บางปีฝนตกหนัก บางปีถึงขนาดมีพายุหิมะเลย
ตัวเลขระดับ 20,000 Schmerber เป็นตัวบอกว่า
เสื้อตัวนั้นสามารถกันฝนได้ในระดับ “Rainproof and waterproof under high pressure”
คือถึงแม้ฝนจะตกแรงก็ยังสามารถกันได้

https://montblanc.utmb.world/races-runners/runners/mandatory-equipment
ลิงค์ต้นทางครับ ต้องตรวจสอบทุกปีนะครับ เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด
โดยปกติเสื้อกันฝนแบบที่ใช้ในการ Hiking จะมีเลขนี้สูงมาก เช่น 30,000 – 40,000 Schmerber ซึ่งบ่งบอกว่าแม้เจอพายุฝนหรือพายุหิมะ เสื้อก็ยังสามารถป้องกันได้อยู่
การทำความสะอาด
วิธีการที่ดีที่สุดในการทำความสะอาดคือ การล้างด้วยน้ำเปล่า ปกติเป็นน้ำอุณหภูมิปกติ ไม่เป็นน้ำร้อน เพื่อไม่ให้สารเคลือบกันน้ำที่ผิวด้านนอกสุดหลุดออก แล้วน้ำซึมเข้าได้
แค่จุ่มล้างแล้วเอาขึ้นแขวน ไม่ขยี้ แขวนขึ้นตากในที่ร่ม ไม่ตากแดด
แนะนำให้ดูป้ายที่เสื้อนะครับ เพื่อช่วยให้เราดูแลทำความสะอาดได้ดีขึ้น เช่น ป้ายจากเสื้อ La Sportiva Pocketshell

สัญลักษณ์และความหมาย:
- ซักน้ำอุณหภูมิไม่เกิน 30°C → ใช้น้ำเย็นหรืออุ่นเล็กน้อยในการซักได้
- ห้ามใช้สารฟอกขาว (รูปกากบาทที่สัญลักษณ์คลอรีน) → ไม่ควรใช้ผงซักฟอกที่มีสารฟอกขาว
- อบแห้งด้วยเครื่องได้ที่อุณหภูมิต่ำ (จุดเดียวในวงกลม) → ถ้าจะอบแห้งด้วยเครื่อง ควรใช้โหมดอบเบา
- ห้ามรีด (รูปเตารีดมีกากบาท) → อย่าใช้เตารีดกับผ้าชนิดนี้
- ห้ามซักแห้ง (วงกลมมีกากบาท) → ไม่ควรส่งร้านซักแห้งที่ใช้สารเคมี
- ห้ามบิดแรง (รูปมือบิดผ้ามีกากบาท) → ควรปล่อยให้หยดน้ำไหลออกเอง
การเก็บรักษา
ใช้วิธีแขวน ไม่พับ หรือไม่ม้วนเป็นก้อนๆ เพื่อให้เส้นใย Membrane ที่เป็นชั้นกันน้ำ ไม่หักหรืองอ เป็นการยืดระยะเวลาการใช้งานออกไปอีก
สรุป
ในการเลือกเสื้อกันฝน ต้องคำนึงถึงสเปคในการกันน้ำ และเลือกระดับกันน้ำที่เหมาะสม เพื่อให้เราสามารถสวมใส่และกันน้ำกันฝนกันหิมะได้ในระดับที่เราต้องการ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นในการพิจารณาเลือกซื้อกันฝนคือ
- ลักษณะกิจกรรมที่เราจะใส่เสื้อกันฝนแล้วไปทำ เช่น วิ่งเทรล หรือ เดินป่า เพื่อใช้เลือกว่าจะให้เสื้อเข้ารูปขนาดไหน
- ความสามารถในการกันน้ำของเสื้อกันฝนนั้น ว่ากี่ Schmerber (mm)
- ระดับราคาที่เราพอจะซื้อไหว
- ต้องศึกษาวิธีทำความสะอาด และเก็บรักษา
ตอนนี้สามารถเลือกซื้อเสื้อกันฝนสเปค 20,000 Schmerber ตามข้อกำหนดของ UTMB ได้แล้วนะครับ


ตอนนี้สามารถเลือกซื้อเสื้อกันฝนสเปค 20,000 Schmerber ตามข้อกำหนดของ UTMB ได้แล้วนะครับ